ข้อเดียว จำไว้นะลูก…
“ใช้หุงข้าว”
ข้อเดียว จำไว้นะลูก…
“ใช้หุงข้าว”
เเกล้งโง่ เพื่อที่จะได้เห็นความฉลาดของคนอื่น ไม่ต้องไปอวดฉลาด ให้ใครเค้าว่าเราโง่
หากถึงวันหนึ่งเมื่อลูกมีครอบครัวแล้ว
จำไว้อย่างนึงว่าสามีไปทำงานหาเลี้ยงคนในบ้านหนูต้องดูแลอาหารการกิน
ไม่มีกับข้าวไม่เป็นไรหุงข้าวไว้ มีข้าวกินกับอะไรก้ได้
คนเราเหนื่อยงานมาหิวข้าว
เรื่องใหญ่จะเป็นเรื่องเล็กเมื่ออิ่มท้อง//

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ …
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนที่ลูกทำดี
น้อยคนที่จะสนใจ แต่ตอนที่ลูกทำ
พลาดแม้ยืนหายใจอยู่เฉยๆก็ผิด
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ฟ้ามีเวลามืด
คนมีโอกาสเปลี่ยน 30 อาจเป็น
น้ำใจ 70 อาจเป็นเสแสร้ง ทางยัง
อีกไกล อย่าเพิ่งตัดสินใจ เพราะ
ไม่แน่เสมอไปว่าใครจะเป็นผู้กำ
เส้นชัยไว้ในมือ
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนรุ่งเรือง
ใครๆก็อยากเป็นเพื่อน ตอนตก
ต่ำลูกต้องเริ่มหาเพื่อนใหม่
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนบางคน
เมื่อก่อนคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ตอน
นี้ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนดีๆ
บางคน หายไปจากชีวิตลูก
โดยที่ลูกก็ไม่มีทางเข้าใจ
ว่าเป็นเพราะอะไร
.
ลูกจะเข้าใจว่า…คนบางคนพอ
ได้รู้จัก ก็ไม่อยากรู้จักมากไป
กว่านี้อีกแล้ว
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาเจอเรื่องแย่ๆ
ให้บอกกับตัวเองว่า ” ช่างเถอะ
ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาชีวิตเจอ
กับความทุกข์ ให้หาช็อกโกแลต
มากินสักชิ้น แล้วบอกกับตัวเองว่า
“ในความขมมีความหวานมันซ่อนอยู่”
.
ลูกจะเข้าใจว่า… บางครั้ง
ที่ฟังเพลงไม่ใช่ว่าเพลงมัน
เพราะ แต่เพราะมันเหมือน
ช่วงเวลาในชีวิตที่กำลังเจออยู่
.
ลูกจะเข้าใจว่า… คนที่เคยสนิท
กันมากเพียงใด แค่เข้าใจผิด มันก็
กลายเป็นคนแปลกหน้าไปทันที
.
ลูกจะเข้าใจว่า… หากลูกไม่เคย
ประสบเรื่องราวนั้นมาด้วยตนเอง
ก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นด้วยอคติ
เพราะหากเป็นลูก มันอาจจะแย่กว่า
ที่เขาเป็นอยู่ก็ได้
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. สังคมทุกวันนี้
คนสนใจเรื่องของลูกมีมาก
แต่คนที่ใส่ใจ ลูกมีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. คนที่คอยซ้ำเติม
ลูกมีมาก แต่คนที่คอยดึงลูกขึ้นมา
.. มีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. คนที่หัวเราะ
เป็นเพื่อนลูกมีมาก แต่คนที่ปลอบ
ใจลูกมีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง
ลูกจะรู้จักถนอมคนส่วนน้อยใน
ชีวิตเหล่านี้ไว้ให้ดี
.
วันหนึ่งลูกจะรู้ว่า… คุณค่าของชีวิต
ไม่ได้วัดกันที่ …
“รถคันใหญ่” หรือ “กระเป๋าแบรนด์เนม”
แต่ .. มันวัดกันที่ “ความรับผิดชอบ”
และ “สามัญสำนึก”
.
ความสำเร็จวัดกันที่..
“ศักยภาพในการดูแลครอบครัว”
ไม่ใช่ ” จำนวนเงินที่หามาได้ “
พ่อรักหนูนะ อัญวลัญช์
ชีวิตพ่อเคยล้มเพราะมีหนี้เยอะ
ทำไมต้องเป็นหนี้ เพราะตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราต้องรวยให้ได้ มีช่องไหนกู้ได้ก็กู้มาลงทุนทำธุรกิจ ทั้งบริษัททัวร์ ทำเรือ และร้านอาหาร แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เราสายป่านไม่ยาวพอ มีทุนสำรองไม่พอ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทั้งสึนามิ ต้มยำกุ้ง และโควิด ต้องยอมให้เขามายึดรถ ยึดบ้านเพราะผ่อนไม่ทัน เคยเป็นโรคนอนไม่หลับเพราะคิดและกังวลไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้…สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้และมันทำให้กลายเป็นโรคโรคหนึ่งคือ“โรคกลัวหนี้”พอจะกู้จะยืมอะไรสักอย่างจะคิดแล้วคิดอีกเพราะรู้ว่าการเป็นหนี้มันไม่มีความสุขเอาซะเลย
คนนอนกรน คือคนมีทุกข์นะ
การนอนกรน คือการนอนหลับที่ทรมาณที่สุด ทั้งคนนอนกรนเองและคนนอนข้างๆ ที่ต้องรำคาญกับเสียงกรนทำเอาไม่สามารหลับลงกันเลยทีเดียว
แต่อยากบอกให้รู้ว่า คนที่กำลังนอนกรนอยู่นั้น เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเราที่ทำให้นอนไม่หลับ
แต่คนที่กำลังนอนกรน คือคนที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับความง่วงโดยไม่รู้ตัว สาเหตุมีหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหรือความผิดปกติของร่ายกาย(ลองหาข้อมูลสาเหตุของการนอนกรนดูนะ)

คนนอนกรน มักจะนอนหลับไม่สนิท แม้จะนอนหลายชั่วโมง แต่เหมือนนอนไม่พอ ตื่นเช้ามามักมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ไม่สดชื่น รู้สึกเหนื่อยเหมือนไปวิ่งออกกำลังกายมา เพราะร่างกายต้องต่อสู้กับตัวเองในการพยายามหายใจในขณะหลับ
และอาจเกิดอาการหยุดหายใจขณะหลับชั่วคราว ซึ่งอันตรายมาก
หากเราคือคนที่นอนอยู่ข้างๆคนนอนกรน รู้ว่ารำคาญมากๆ แต่กลับกัน อยากให้เข้าใจเขาด้วยหากคนนั้นเป็นคนที่เรารัก แล้วเรานอนอยู่ข้างๆคนนอนกรน ให้ลองพยายามพลิกตัวเขาให้นอนตะแคง หรือจัดตำแหน่งศรีษะของเขาให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม หรืออาจเลือกหมอนที่มีขนาดพอดีกับสรีระของเขา อย่างน้อยก็ทำเราให้คนนอนอยู่ข้างๆได้หลับลงได้บ้าง
อย่ารังเกียวคนนอนกรนเลยนะ คนนอนกรนเขาทุกข์พอๆกับเราที่นอนไม่หลับนั่นแหละ
ดังนั้นถ้าหากมีคนนอนกรนในบ้าน ลองช่วยหาสาเหตุหรือแนวทางการรักษาให้เขาดีกว่า เขาก็อยากอยู่กับเรานานๆนะ
จากใจคนที่นอนกรน (ที่เขารักคนที่นอนข้างๆมากที่สุดในโลก)

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ ลูกจะเข้าใจว่า…
วันหนึ่งลูกจะรู้ว่า… คุณค่าของชีวิต… ไม่ได้วัดกันที่
“รถคันใหญ่” หรือ “กระเป๋าแบรนด์เนม”
แต่… มันวัดกันที่ “ความรับผิดชอบ” และ “สามัญสำนึก”
ความสำเร็จวัดกันที่ “ศักยภาพในการดูแลครอบครัว” ไม่ใช่ “จำนวนเงินที่หามาได้”
-ตอนเด็กๆ…ผมเข้าใจมาตลอดว่า…คนที่เรียนดีได้คะแนนสูง ได้อันดับดีๆสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆจบด๊อดเตอร์…หลายๆใบ”คือคนเก่ง”
-โตขึ้นมา…ผมเข้าใจว่าคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ขั้นเทพ รายได้สูงๆเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปหรือสังคม”คือคนเก่ง”
-มาวันนี้…ผมพึ่งเข้าใจว่า ผมคิดผิดมาตลอดคนเก่งที่แท้จริงคือคนที่ทำงานหรืออาชีพอะไรก็ได้….ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ..และถึงเวลากินก็ได้กิน…ถึงเวลานอนก็ได้นอน…มีเวลาว่างก็ไปเที่ยวมีเวลาออกกำลังกาย..มีเวลาให้ครอบครัว..มีเวลาให้กับคนที่เขารัก…มีเวลาให้กับเพื่อนๆกับส่วนรวมและที่สำคัญคือมีเวลาให้กับตัวเอง…คนที่สมดุลทุกๆเรื่อง..ในแบบฉบับของตัวเอง…และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนั้นแหละ”คือคนเก่งที่แท้จริง”
