เจ้าของกิจการไม่เห็นทำอะไรเลย?

🧠 “เจ้าของกิจการไม่เห็นทำอะไรเลย” หรอ?


เมิงเห็นเขานั่งเงียบ ไม่ได้แปลว่า เขาว่าง

เมิงเห็นเขาไม่จับงานจุกจิก ไม่ได้แปลว่า เขาไม่ทำอะไร

เพราะเจ้าของกิจการไม่ได้แบกแค่งาน…
แต่เขาแบก “ทั้งทิศทาง อนาคต และความอยู่รอดขององค์กร”

🎯 หลายคนเคยสบประมาทว่า

“เป็นเจ้าของกิจการแม่งง่าย จะเหนื่อยอะไรนักหนา?”

แต่พอลองได้จับบังเหียนเอง…
แม่งร้องกลับมาทุกคนว่า…

“ขอกลับไปเป็นลูกน้องเถอะครับ!”

📌 เพราะภาพที่เมิงเห็น = เจ้าของกิจการเดินไปมา
แต่ภาพที่เป็นจริง = เจ้าของกิจการแม่งคิดงานไม่หยุด

คิดเรื่องคน

คิดเรื่องเงิน

คิดเรื่องอนาคต

คิดเรื่องที่ยังไม่เกิด

และต้องแก้ปัญหา…ที่ยังไม่ทันมีชื่อเรียก

😤 เพราะ “เจ้าของกิจการ” คือคนที่…

คิดเผื่อทั้งบริษัท แม้ในวันที่ไม่มีใครคิดตาม
และยังต้องยิ้ม… ทั้งที่ในหัวกำลังลุกเป็นไฟ

🔚 จำไว้นะ:

อย่าดูถูก “ความเงียบของเจ้าของกิจการ”
เพราะเบื้องหลังความเงียบ…
คือเสียงคิดที่ดังลั่นทั้งบริษัท!

ิษัท ก็ไม่มีวันรวย

ลูกรัก

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2. ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3. ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4. ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5. ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6. ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7. ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)

8. ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9. ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10. ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)

11. ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12. ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ “ผู้ดี”)

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ …
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนที่ลูกทำดี
น้อยคนที่จะสนใจ แต่ตอนที่ลูกทำ
พลาดแม้ยืนหายใจอยู่เฉยๆก็ผิด
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ฟ้ามีเวลามืด
คนมีโอกาสเปลี่ยน 30 อาจเป็น
น้ำใจ 70 อาจเป็นเสแสร้ง ทางยัง
อีกไกล อย่าเพิ่งตัดสินใจ เพราะ
ไม่แน่เสมอไปว่าใครจะเป็นผู้กำ
เส้นชัยไว้ในมือ
.
ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนรุ่งเรือง
ใครๆก็อยากเป็นเพื่อน ตอนตก
ต่ำลูกต้องเริ่มหาเพื่อนใหม่
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนบางคน
เมื่อก่อนคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ตอน
นี้ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนดีๆ
บางคน หายไปจากชีวิตลูก
โดยที่ลูกก็ไม่มีทางเข้าใจ
ว่าเป็นเพราะอะไร
.
ลูกจะเข้าใจว่า…คนบางคนพอ
ได้รู้จัก ก็ไม่อยากรู้จักมากไป
กว่านี้อีกแล้ว
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาเจอเรื่องแย่ๆ
ให้บอกกับตัวเองว่า ” ช่างเถอะ
ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาชีวิตเจอ
กับความทุกข์ ให้หาช็อกโกแลต
มากินสักชิ้น แล้วบอกกับตัวเองว่า
“ในความขมมีความหวานมันซ่อนอยู่”
.
ลูกจะเข้าใจว่า… บางครั้ง
ที่ฟังเพลงไม่ใช่ว่าเพลงมัน
เพราะ แต่เพราะมันเหมือน
ช่วงเวลาในชีวิตที่กำลังเจออยู่
.
ลูกจะเข้าใจว่า… คนที่เคยสนิท
กันมากเพียงใด แค่เข้าใจผิด มันก็
กลายเป็นคนแปลกหน้าไปทันที
.
ลูกจะเข้าใจว่า… หากลูกไม่เคย
ประสบเรื่องราวนั้นมาด้วยตนเอง
ก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นด้วยอคติ
เพราะหากเป็นลูก มันอาจจะแย่กว่า
ที่เขาเป็นอยู่ก็ได้
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. สังคมทุกวันนี้
คนสนใจเรื่องของลูกมีมาก
แต่คนที่ใส่ใจ ลูกมีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. คนที่คอยซ้ำเติม
ลูกมีมาก แต่คนที่คอยดึงลูกขึ้นมา
.. มีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า .. คนที่หัวเราะ
เป็นเพื่อนลูกมีมาก แต่คนที่ปลอบ
ใจลูกมีน้อย
.
ลูกจะเข้าใจว่า… เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง
ลูกจะรู้จักถนอมคนส่วนน้อยใน
ชีวิตเหล่านี้ไว้ให้ดี
.
วันหนึ่งลูกจะรู้ว่า… คุณค่าของชีวิต
ไม่ได้วัดกันที่ …
“รถคันใหญ่” หรือ “กระเป๋าแบรนด์เนม”
แต่ .. มันวัดกันที่ “ความรับผิดชอบ”
และ “สามัญสำนึก”
.
ความสำเร็จวัดกันที่..
“ศักยภาพในการดูแลครอบครัว”
ไม่ใช่ ” จำนวนเงินที่หามาได้ “

พ่อรักหนูนะ อัญวลัญช์

โรคที่เป็นอยู่

ชีวิตพ่อเคยล้มเพราะมีหนี้เยอะ

ทำไมต้องเป็นหนี้ เพราะตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราต้องรวยให้ได้ มีช่องไหนกู้ได้ก็กู้มาลงทุนทำธุรกิจ ทั้งบริษัททัวร์  ทำเรือ และร้านอาหาร แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เราสายป่านไม่ยาวพอ มีทุนสำรองไม่พอ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทั้งสึนามิ ต้มยำกุ้ง และโควิด ต้องยอมให้เขามายึดรถ ยึดบ้านเพราะผ่อนไม่ทัน เคยเป็นโรคนอนไม่หลับเพราะคิดและกังวลไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้…สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้และมันทำให้กลายเป็นโรคโรคหนึ่งคือ“โรคกลัวหนี้”พอจะกู้จะยืมอะไรสักอย่างจะคิดแล้วคิดอีกเพราะรู้ว่าการเป็นหนี้มันไม่มีความสุขเอาซะเลย

ความในใจของคนที่นอนกรนอยู่ข้างๆ

คนนอนกรน คือคนมีทุกข์นะ
การนอนกรน คือการนอนหลับที่ทรมาณที่สุด ทั้งคนนอนกรนเองและคนนอนข้างๆ ที่ต้องรำคาญกับเสียงกรนทำเอาไม่สามารหลับลงกันเลยทีเดียว
แต่อยากบอกให้รู้ว่า คนที่กำลังนอนกรนอยู่นั้น เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเราที่ทำให้นอนไม่หลับ

แต่คนที่กำลังนอนกรน คือคนที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับความง่วงโดยไม่รู้ตัว สาเหตุมีหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคหรือความผิดปกติของร่ายกาย(ลองหาข้อมูลสาเหตุของการนอนกรนดูนะ)

คนนอนกรน มักจะนอนหลับไม่สนิท แม้จะนอนหลายชั่วโมง แต่เหมือนนอนไม่พอ ตื่นเช้ามามักมีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ไม่สดชื่น รู้สึกเหนื่อยเหมือนไปวิ่งออกกำลังกายมา เพราะร่างกายต้องต่อสู้กับตัวเองในการพยายามหายใจในขณะหลับ
และอาจเกิดอาการหยุดหายใจขณะหลับชั่วคราว ซึ่งอันตรายมาก

หากเราคือคนที่นอนอยู่ข้างๆคนนอนกรน รู้ว่ารำคาญมากๆ แต่กลับกัน อยากให้เข้าใจเขาด้วยหากคนนั้นเป็นคนที่เรารัก แล้วเรานอนอยู่ข้างๆคนนอนกรน ให้ลองพยายามพลิกตัวเขาให้นอนตะแคง หรือจัดตำแหน่งศรีษะของเขาให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม หรืออาจเลือกหมอนที่มีขนาดพอดีกับสรีระของเขา อย่างน้อยก็ทำเราให้คนนอนอยู่ข้างๆได้หลับลงได้บ้าง
อย่ารังเกียวคนนอนกรนเลยนะ คนนอนกรนเขาทุกข์พอๆกับเราที่นอนไม่หลับนั่นแหละ
ดังนั้นถ้าหากมีคนนอนกรนในบ้าน ลองช่วยหาสาเหตุหรือแนวทางการรักษาให้เขาดีกว่า เขาก็อยากอยู่กับเรานานๆนะ

จากใจคนที่นอนกรน (ที่เขารักคนที่นอนข้างๆมากที่สุดในโลก)

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ ลูกจะเข้าใจว่า…

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ลูกผ่านโลกมามากพอ ลูกจะเข้าใจว่า…

  • ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนที่ลูกทำดีน้อยคนที่จะสนใจ แต่ตอนที่ลูกทำพลาดแม้ยืนหายใจอยู่เฉยๆก็ผิด
  • ลูกจะเข้าใจว่า… ฟ้ามีเวลามืด คนมีโอกาสเปลี่ยน 30 อาจเป็นน้ำใจ 70 อาจเป็นเสแสร้ง ทางยังอีกไกล อย่าเพิ่งตัดสินใจ เพราะไม่แน่เสมอไปว่าใครจะเป็นผู้กำเส้นชัยไว้ในมือ
  • ลูกจะเข้าใจว่า… ตอนรุ่งเรืองใครๆก็อยากเป็นเพื่อน ตอนตกต่ำลูกต้องเริ่มหาเพื่อนใหม่
  • ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนบางคน เมื่อก่อนคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร
  • ลูกจะเข้าใจว่า… เพื่อนดีๆบางคน หายไปจากชีวิตลูกโดยที่ลูกก็ไม่มีทางเข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร
  • ลูกจะเข้าใจว่า…คนบางคนพอได้รู้จัก ก็ไม่อยากรู้จักมากไปกว่านี้อีกแล้ว
  • ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ให้บอกกับตัวเองว่า ” ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
  • ลูกจะเข้าใจว่า… เวลาชีวิตเจอกับความทุกข์ ให้หาช็อกโกแลตมากินสักชิ้น แล้วบอกกับตัวเองว่า “ในความขมมีความหวานมันซ่อนอยู่”
  • ลูกจะเข้าใจว่า… บางครั้ง ที่ฟังเพลงไม่ใช่ว่าเพลงมันเพราะ แต่เพราะมันเหมือนช่วงเวลาในชีวิตที่กำลังเจออยู่
  • ลูกจะเข้าใจว่า… คนที่เคยสนิทกันมากเพียงใด แค่เข้าใจผิด มันก็กลายเป็นคนแปลกหน้าไปทันที
  • ลูกจะเข้าใจว่า… หากลูกไม่เคยประสบเรื่องราวนั้นมาด้วยตนเอง ก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นด้วยอคติ เพราะหากเป็นลูก มันอาจจะแย่กว่าที่เขาเป็นอยู่ก็ได้
  • ลูกจะเข้าใจว่า… สังคมทุกวันนี้ คนสนใจเรื่องของลูกมีมาก แต่คนที่ใส่ใจลูกมีน้อย
  • ลูกจะเข้าใจว่า… คนที่คอยซ้ำเติมลูกมีมาก แต่คนที่คอยดึงลูกขึ้นมา.. มีน้อย
  • ลูกจะเข้าใจว่า… คนที่หัวเราะเป็นเพื่อนลูกมีมาก แต่คนที่ปลอบใจลูกมีน้อย
  • ลูกจะเข้าใจว่า… เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ลูกจะรู้จักถนอมคนส่วนน้อยในชีวิตเหล่านี้ไว้ให้ดี

วันหนึ่งลูกจะรู้ว่า… คุณค่าของชีวิต… ไม่ได้วัดกันที่

“รถคันใหญ่” หรือ “กระเป๋าแบรนด์เนม”

แต่… มันวัดกันที่ “ความรับผิดชอบ” และ “สามัญสำนึก”

ความสำเร็จวัดกันที่ “ศักยภาพในการดูแลครอบครัว” ไม่ใช่ “จำนวนเงินที่หามาได้”

คนเก่ง

-ตอนเด็กๆ…ผมเข้าใจมาตลอดว่า…คนที่เรียนดีได้คะแนนสูง ได้อันดับดีๆสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆจบด๊อดเตอร์…หลายๆใบ”คือคนเก่ง”
-โตขึ้นมา…ผมเข้าใจว่าคนที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ขั้นเทพ รายได้สูงๆเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปหรือสังคม”คือคนเก่ง”
-มาวันนี้…ผมพึ่งเข้าใจว่า ผมคิดผิดมาตลอดคนเก่งที่แท้จริงคือคนที่ทำงานหรืออาชีพอะไรก็ได้….ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ..และถึงเวลากินก็ได้กิน…ถึงเวลานอนก็ได้นอน…มีเวลาว่างก็ไปเที่ยวมีเวลาออกกำลังกาย..มีเวลาให้ครอบครัว..มีเวลาให้กับคนที่เขารัก…มีเวลาให้กับเพื่อนๆกับส่วนรวมและที่สำคัญคือมีเวลาให้กับตัวเอง…คนที่สมดุลทุกๆเรื่อง..ในแบบฉบับของตัวเอง…และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนั้นแหละ”คือคนเก่งที่แท้จริง”

เป็นข้อความที่ป๋าส่งมาให้อ่านและพออ่านจบก็คิดตามว่ามันคือเรื่องจริงและมันคือความหมายของคำว่า”คนเก่ง”และพ่อ/แม่ผมและพ่อแม่ของทุกคนคือคนเก่งคนนั้น🙏💙🥰🌸

Good old Days

เรียนรู้ ไม่ใช่มีแค่ในตำรา

“ถ้าเธอเรียนเก่งในโรงเรียน
และเชื่อฟังที่ครูสอน
เธอจะเป็นลูกจ้างที่ดี


แต่ถ้าเธอเรียนรู้นอกโรงเรียน
และเชื่อมั่นในตัวเอง
เธอจะกลายเป็นนายจ้าง”

วิธีที่ผมหลุดพ้น จากการเป็นศิลปินไส้แห้งในไทย

วิธีที่ผมหลุดพ้น จากการเป็นศิลปินไส้แห้งในไทย

1.ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับประเทศตัวเองว่ามีกำลังซื้อต่ำโครตๆ จึงต้องหนีไปขายที่อื่น

  1. ถ้าเกิดมาในครอบครัวฐานะยากจน ไม่มีใครสนับสนุน อย่ามัวทำงานที่ใช้เวลามากแต่ได้เงินน้อย เพราะต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตทุกวัน
  2. ตื่นรู้เรื่องการเคารพคุณค่าในตัวเองได้แล้ว เลิกเป็นคนใจดีจนโง่
  3. พลังที่แท้จริง ไม่ใช่การสร้างงานชิ้นเดียวแล้วขาย แต่เป็นการแปรรูปผลงานเป็นProduct แล้วหาแหล่งที่สามารถ ขายทำเงิน ได้เรื่อยๆจากการสร้างงานเพียงครั้งเดียว
  4. ต้องเข้าใจว่า ศิลปะของคนจนกับคนรวยมันแตกต่างกัน ถ้าบ้านคุณรวย คุณจะทำอะไรโง่ๆ มันก็เป็นศิลปะได้จากการใช้เงินทำ PR ตัวเอง แต่ถ้าคุณเกิดมากับความยากจน คุณจำเป็นต้องกลายเป็นคนที่ “เก่ง” จริงๆให้ได้ก่อน เพราะคุณต้องใช้ความ “เก่ง” ทางด้านทักษะ เพื่อหาเงิน
  5. อย่าเป็นคนโง่ ที่ตั้งราคาถูกๆเอาไว้ก่อน โดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร